People of MDCU

คิดถึง MDCU

รศ.นพ.ปรีดา  ทัศนประดิษฐ์

รศ.นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ "ครูแพทย์แห่งชาติอันเป็นที่รักของแพทย์จุฬาฯ"

ครูแพทย์แห่งชาติ: รศ.นพ. ปรีดา ทัศนประดิษฐ์

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติที่พึ่งผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ ทางทีมสัมภาษณ์ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ รศ.นพ. ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ ผู้เป็น “ครูแพทย์แห่งชาติ” ประจำปี 2559 โดยนัยยะแห่งความเป็นครูนั้นกินความลึกซึ้ง          บ่งบอกถึงจิตวิญญาณ บ่งบอกถึงความเป็นผู้ให้ อีกทั้งแฝงเร้นไว้ถึงความรักความเมตตาอันบริสุทธิ์ ทุกบุคคลต่างมีครูมาตั้งแต่วันที่กำเนิดมา ทุกบุคคลต่างมีความเป็นครูอย่างเป็นปัจเจกในตัวตนของตนเอง ทุกวิชาชีพต่างก็มีครูในวิชาชีพของตน การที่ทีมงานได้รับโอกาสถ่ายทอดบทสัมภาษณ์บุคคลซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นครูแพทย์แห่งชาตินั้นเป็นเสมือนหนึ่งการพาท่านผู้อ่านร่วมขึ้นไปในยานพาหนะแห่งเวลาไปรับรู้วัน เวลา ตลอดจนความเป็นมานับแต่ครั้งที่ท่านอาจารย์เริ่มเข้ามาสู่เส้นทางของคำว่า ครูแพทย์ ถ่ายทอดสืบสานจิตวิญญาณรวมถึงจรรยาบรรณแห่งความเป็นครู ความเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละจวบจนปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง

 

สาเหตุที่มาเป็นอาจารย์แพทย์

รู้สึกว่า ชอบเป็นครูมาตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมต้น เพราะเมื่อเป็นนักเรียนประจำ ครูมอบหมายให้ดูแลน้องชั้นประถม พอมาเรียนหมอขึ้นคลินิกก็ดูแลแนะนำรุ่นน้อง ต้องแนะนำผู้ป่วยและญาติ พอไปฝึกอบรมเป็นแพทย์ประจำบ้านที่สหรัฐฯ ก็ต้องสอนนักศึกษาแพทย์ของเขาด้วย มันซึมซับอย่างนี้มาเรื่อย ๆ ต้องใช้คำว่าชอบจะทำ เห็น ตัวอย่างจากอาจารย์บางท่าน เป็นต้นว่า อาจารย์หมอจรัส สุวรรณเวลา ท่านติวเพื่อน ๆ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์  ตอนท่านเป็นอาจารย์ภาควิชาศัลย์ฯใหม่ ๆ ท่านลงมาติววิชากายวิภาคศาสตร์ให้นักศึกษาแพทย์   ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นครูในขณะที่เรียนเพราะว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตมันคืออะไร เรียกว่ามันเป็นจังหวะเหมาะมากกว่าจึงได้เป็นครู สมัยนั้นเวลาเรียนหมอจบไปแล้วก็ออกไปปฏิบัติงานเลย แพทย์รุ่นพี่ที่ประจำอยู่เก่า ก็จะเป็นคนที่แนะนำ ช่วยฝึกเรา เป็นต้นว่า การผ่าตัด การดูแลผู้ป่วย อาศัยแพทย์รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์สอนให้ทั้งสิ้น ระบบการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่งมีมาทีหลัง    ช่วงมีสงครามเวียดนาม หมอที่เรียนจบใหม่ๆ ของอเมริกา   จะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในอเมริกาขาดแคลนมาก หมอไทยที่สมัครไปเป็นแพทย์ประจำบ้านเป็นจำนวนมากได้ที่ฝึกอบรมในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งต้องทำหน้าที่สอนไปด้วย เมื่อจบการฝึกอบรมก็รู้สึกว่าเราสอนได้        จึงสมัครเป็น “ครู


ครูแพทย์สมัยที่อาจารย์เริ่มเป็นครูแพทย์ กับ ครูแพทย์ยุคปัจจุบัน

ต่างกันเยอะมาก สมัยนั้นครูเป็นคนบอกให้ลูกศิษย์ทำ วิชาก็เป็นการถ่ายทอดจากปาก สู่มือที่จด การปฏิบัติก็แทบจะเรียกว่าจับมือกันทำ แต่สมัยนี้ความรู้อยู่ในอากาศ แล้วมีเทคโนโลยีสารพัดในการช่วยตรวจและวินิจฉัย        สมัยโน้นการดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยการซักประวัติให้ละเอียด การตรวจร่างกายอย่างใช้ความสังเกตและความนุ่มนวล ครูมักจะบอกว่าถ้าซักประวัติตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็ช่วยวินิจฉัยได้ประมาณ 80% แล้ว ต่างกับสมัยนี้ที่ใช้เทคโนโลยี จนครูรุ่นเก่าๆ บอกว่าเรา High tech แต่ low touch นะ ไม่สัมผัสผู้ป่วย แล้วทีท่าที่มีต่อผู้ป่วยก็ต่างกัน สมัยก่อนหมอทำตัวเหมือนพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ คือบอกผู้มารับบริการเลยว่า    ต้องทำหนึ่ง สอง สาม สี่ห้า ต้องฟังและเชื่อหมอ แต่สมัยนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว คนได้เรียนรู้ ทันสมัยมากขึ้น หมอก็ต้องเปลี่ยนทีท่าและวิธีการ มีการฟื้นฟูเรื่อง medical ethics ซึ่งบอกว่า  เราก็ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ วิธีสอนก็เปลี่ยนไป เห็นได้ว่า จะใช้วิธียืนเลคเชอร์อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีการให้นิสิตไปค้นคว้าหาความรู้แล้วมาแลกเปลี่ยนกัน เป็นการกระตุ้นให้หาความรู้แล้วก็นำมาคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ความจริงแล้วคณะแพทยศาสตร์เราเป็นผู้นำในเรื่องแพทยศาสตรศึกษา เป็นต้นว่า นำการสอนแบบ Problem solving มีการสอนเป็นกลุ่มโดยยกประเด็นปัญหาขึ้นมา คนเรียนก็ไปค้น ไปหามา แล้วเอามาอภิปราย ครูทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ เรียกว่าเป็น facilitator ไม่ใช่เป็น teacher แน่นอนว่าเมื่อวิธีการสอนเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตของโลก ลูกศิษย์กับครูจึงไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน           แต่ก่อน เผอิญโรงเรียนเราก็รับลูกศิษย์มากในแต่ละชั้นปี เริ่มต้นด้วยร้อยคนต่อปี แล้วก็เพิ่มเป็นสองร้อย        ก็ยังพอไหวที่จะได้รู้จักหน้าตากัน จำกันได้ แต่พอเป็นสามร้อย ไม่ใช่ว่าครูจะจำลูกศิษย์ไม่ได้เท่านั้น ในชั้นปีเดียวกันก็ยังไม่รู้จักกันทั่ว มันก็สูญเสียเอกลักษณ์ของคณะนี้ไป

 

ความแตกต่างของลูกศิษย์สมัยก่อนกับยุคปัจจุบัน

คงจะตอบยาก เพราะผมไม่ได้ใกล้ชิดกับศิษย์ดังแต่ก่อน เมื่อก่อนสอนเป็นกลุ่มเล็ก อย่างขึ้นคลินิกเรียนสูติฯเป็นกลุ่ม 5-7 คน แล้วกันอยู่ด้วยกันถึง 6 อาทิตย์ ก็รู้จักกันดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้สอนทางคลินิก แม้แต่สอน        พรีคลินิกก็เป็นกลุ่มโต ไม่ได้รู้จักนิสิตมากอย่างที่เคย ความจริงนิสิตคณะเราเป็นคนเก่ง คือจะทำอะไรก็ได้ ถ้าอยากจะทำ เรียนก็ได้ถ้าอยากจะเรียน ทำกิจกรรมอื่นใดก็ได้ถ้าอยากจะทำ แต่การนึกถึงส่วนรวมนี่น่าจะลดลง เพราะเป็นยุคที่มนุษย์อยู่หรือทำงานโดยไม่ต้องออกไปพบปะกับผู้คนก็ได้


อาจารย์ถือว่าเป็นครูดุหรือไม่


ต้องให้คนอื่นสะท้อนมากกว่าเนาะ รู้ตัวว่าเป็นคนที่เคร่งครัดกับระเบียบ เพราะถูกฝึกมาตั้งแต่เป็นนักเรียนประจำ พอเป็นครูแล้วก็ต้องมีระเบียบ อะไรที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ มันมีระเบียบแบบแผนขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าครูหรือศิษย์ต้องปฏิบัติจะไปบิดพริ้วไม่ได้ อันนี้เป็นมรรยาททางวิชาชีพด้วย เป็นหน้าที่ที่ต้องฝึกปรือทำให้ได้


ความเป็นแพทยศาสตร์จุฬาฯ ที่ยังเหมือนเดิมตั้งแต่สมัยอาจารย์ยังเรียนอยู่

สมัยที่เรียนพวกเรามีความใกล้ชิดกันระหว่างครูกับศิษย์ ศิษย์เองก็รู้จักกันข้ามชั้นปี ต่ำลงไปถึง 2 ปี สูงขึ้นไปถึง2 ปี แต่พอมีนิสิตมากขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่ไม่รู้จักกัน แต่ว่าถ้าไปเจอกันเมื่อจบไปแล้ว พอบอกเป็นพี่เป็นน้องจากโรงเรียนเดียวกัน มันก็มีความรู้สึกผูกพันกัน   มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้คำว่า highlight หรือ innovative คือการที่เราตั้งโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท ที่เปิดโอกาสให้คนต่างจังหวัดเข้ามาเรียนหมอ แต่ทุกคนต้องกลับไปจังหวัดตัวเองคือ 8 จังหวัดทางภาคตะวันออก คือมาเรียนที่จุฬาฯ สามปี แล้วกลับไปเรียนทางคลินิกที่เมืองชล และเมืองจันท์ มันก็ทำให้เด็กปกติที่ส่วนมากเป็นเด็กในเมืองใหญ่ ๆ ได้มีโอกาสสัมผัสกับเด็กต่างจังหวัดและนี่ก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันไม่แยกเขาแยกเรา แล้วเราก็มีโครงการจุฬาฯ-ภูมิพลฯ เริ่มต้นเอาเด็กที่จบ ป.ตรีแล้วมาเรียนหมอ สามปีแรกที่จุฬาฯ ไปเรียนคลินิกที่ภูมิพลฯ  แม้เด็กจุฬาฯ-ภูมิพล จะอายุมากกว่า แต่ความสัมพันธภาพในชั้นปีก็เข้ากันได้ดีมาก แม้ระดับอาจารย์ไม่ว่าจะจบจากไหนคนจุฬาฯ ใจกว้างต้อนรับอย่างดีจนกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชม

 

เรื่องประทับใจในฐานะ ครูแพทย์
ความประทับใจของคณะแพทยศาสตร์มีตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ พี่กับน้องใกล้ชิดกันเพราะอยู่หอ อาจารย์ส่วนหนึ่งก็มีเรือนพักในโรงพยาบาล มีความอบอุ่น เมื่อจบเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว อยากกลับมาอยู่ที่โรงเรียนของตัวเอง พอมาเป็นครู ก็เป็นจังหวะพอดีกับที่เกิดความตื่นตัวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา เพราะเป็นช่วงที่คอมมิวนิสต์บุก มีการชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำของสังคม คนที่เรียนหมอซึ่งมีสมองดี นอกจากจะต้องเรียนหนักแล้ว ยังมีสมองเหลือให้ไปครุ่นคิดเกี่ยวกับสังคมและความเหลื่อมล้ำและความไม่ชอบธรรมของสังคมมาก ตอนนั้นคนเรียนหมอจะแตกออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มหัวก้าวหน้า อีกกลุ่มเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มที่สาม ก็เรียกว่าเป็นกลุ่มนักกีฬา เพราะสมัยก่อนคณะเรามีสนามกีฬากว้างเลย กลุ่มนักกีฬาไม่สนใจคุยกันเรื่องเหตุการณ์การบ้านการเมือง แต่กลุ่มก้าวหน้านี่จะมีการอภิปรายอยู่เป็นประจำ ตอนนั้นผมได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์กิจการนิสิต มีเรื่องที่จะต้องไกล่เกลี่ย พูดจาทำความเข้าใจเรื่องความคิดที่แตกต่างกันมาตลอด อย่างไรก็ตาม ความรักความเป็นเพื่อนของพวกเขาก็ยังมีอยู่ เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มันมีเหตุการณ์กรุ่นมาแล้วตั้งแต่ 13 ตุลา นิสิตนักศึกษาวิ่งหนีทหารมาติดอยู่ริมคูน้ำพระตำหนัก    จิตรลดาฯ  ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน ก็กระโดดลงไปคูน้ำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมฯ เปิดประตูวังให้เข้าไปข้างใน วันรุ่งขึ้นทหารก็พยายามปราบปรามนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมในรอบรั้วธรรมศาสตร์ ตอนนั้นก็มีอาจารย์นิสิตแพทย์ของเราไปตั้งหน่วยแพทย์เฉพาะกิจที่ทางคนเดินราชดำเนินกลาง ตรงข้ามกับสำนักงานสลากกินแบ่งที่โดนไฟไหม้ไป ดูแลคนที่โดนระเบิดแก๊สน้ำตา ขนน้ำเกลือจาก รพ. จุฬาไปล้างตาให้  โดยจะมีคนหนึ่งถือขวดน้ำเกลือ อีกคนเป็นคนล้างตาให้โดยใช้สายยางต่อจากขวดน้ำเกลือ ต่อมาทางโรงแรมรัตนโกสินทร์ก็เมตตา ให้ย้ายจากทางเดินเข้าไปตั้งหน่วยในโรงแรม ได้เห็นว่าลูกศิษย์เรานี่มีความรับผิดชอบมาก เป็นเรื่องที่ประทับใจจนบัดนี้

 

อีกเรื่องที่ประทับใจ คือ การไปอยู่ค่ายอนามัยกับนิสิตพรีคลินิกที่อิสาน ซึ่งตอนนั้นประกอบด้วย 4 คณะ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และพยาบาลสภากาชาดไทย นิสิตพอใจที่ได้เข้าไปช่วยชาวบ้านและมีความสนุกสนานด้วย อยู่เป็นอาทิตย์ สมัยนั้นปิดเทอมปลายปีเป็นเดือน  ก็ไปอยู่ค่ายกัน นิสิตวางแผนสำรวจพื้นที่กันล่วงหน้า ไปติดต่อครูขอพักที่โรงเรียน ขนโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องแล้วกางมุ้งนอนกับพื้น ทางบ้านเมืองก็ขนน้ำดื่มมาให้ สมัยนั้นหมู่บ้านไม่มีน้ำประปา น้ำใช้ก็เป็นน้ำที่บึง ตกเย็นก็ใช้รถเข็นบรรทุกถังไปเอาน้ำจากบึงมาใช้ มีบางเสาร์ อาทิตย์ รุ่นพี่ที่ขึ้นคลินิกกับอาจารย์ก็ไปเยี่ยมตรวจสุขภาพชาวบ้าน ทำเป็นกิจกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

 

เรื่องประทับใจในฐานะ แพทย์
ผมเป็นหมอสูติฯ ที่ประทับใจก็คือว่า เวลาทำคลอดนี่ คนไข้ 1 คนเราไม่ได้ดูแค่ตอนที่เขาคลอด มีการฝากท้องหลาย ครั้ง สามีมาด้วย ก็ได้รู้จักสามี พอลูกเติบโตขึ้นมา ถ้าลูกดีเขาก็พามาขอบคุณว่าลูกดี หรือถ้าคนไหนลูกไม่ดีก็พามาบอกว่าให้ช่วยอบรมหน่อย สมัยนั้นมีลูกกันหลาย ๆ คน การวางแผนครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อมีลูกสี่คนแล้วก็เชียร์ให้แม่ทำหมัน ต่อมามีการรณรงค์ว่า ทำไมต้องยกภาระให้ผู้หญิงทำหมัน ทำไมไม่ชักชวนให้สามีทำหมันบ้างเล่า ผมก็กล่อมให้สามีว่าสามีควรทำหมันเพื่อเป็นการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ผู้หญิงเขาตั้งท้องออกลูกแล้ว สามีก็ถามว่าจะให้ไปหาใคร หมอทำให้ได้ไหม ผมเลยต้องไปเรียนการทำหมันชาย กลายเป็นว่าเราไม่ได้มีแต่พี่น้องตามสายเลือด คนไข้นี่กลายเป็นพี่น้องเป็นญาติกับเราไป มีความสนิทสนมกัน เด็กที่เราทำคลอดแต่งงานก็ได้รับเชิญให้ไปงาน มีครั้งเดียวเท่านั้นแหละที่ไปงานทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเป็นเด็กที่เราทำคลอดมา ส่วนมากไปงานแต่งงานไม่ได้นั่งสบาย ๆ ต้องขึ้นไปกล่าวอวยพรเป็นหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมา     เท่าที่นึกออกมีสองคนที่ได้ทำคลอด เมื่อท้องก็มาฝากท้องให้ทำคลอด จึงนึกได้ว่าแก่ได้ที่แล้วหยุดทำคลอด   เสียที

 

ฝากทิ้งท้ายถึงนิสิตแพทย์
อยากให้คิดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำบุญ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำเพื่อตัวเองมันก็ไม่ใช่อาชีพที่ทำบุญ เราต้องเป็นประโยชน์กับผู้อื่น ยิ่งประโยชน์เป็นวงกว้างก็ยิ่งดี การดูแลผู้ป่วยหนึ่งคน หมายความว่าเราต้องดูแลชนิดที่นึกถึงครอบครัวของเขาด้วย หนึ่งคนในบ้านไม่สบาย  ญาติก็เดือดร้อนไปด้วย

 

ประวัติ รศ.นพ. ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ แพทย์จุฬาฯ รุ่น 12

การศึกษา

  • สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 
  • สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 
  • Certifited Obstetrician and Gynecologist of The American Board of Obstetricians and Gynecologists University of Chicago Hospitals and Clinics
  • Master of Science In Clinical Epidemiology  จาก Mc Master University Hamilton, Canada

 

ประสบการณ์การทำงาน

·       รองศาสตราจารย์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       รองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

·       กรรมการการแพทย์สำนักงานประกันสังคม

·       ผู้อำนวยการสถาบันเครือข่ายภาคกลาง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

·       ประธานอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรม ชุดที่ 3 แพทยสภา

·       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินโยบายวิชาการ จุฬาฯ

·       ประธานอนุกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียน การรับบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม

·       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาผู้เสนอขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการ, เชี่ยวชาญฯ จุฬาฯ

·       รักษาการคณบดี วิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน

·       อาจารย์พิเศษ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2544 - ปัจจุบัน

·       ประธานอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรมนิสิตนักศึกษาแพทย์ แพทยสภา

 

ผลงานและเกียรติประวัติ

·       รางวัลครูแพทย์แห่งชาติ แพทยสภา ประจำปี 2559

·       รางวัลแพทย์จุฬาฯดีเด่น ครบรอบ 60 ปี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

·       เครื่องมือช่วยทำหมันหญิงหลังคลอด (จุฬาสโคป) ร่วมกับ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์นิกร ดุสิตสิน ได้รับรางวัลวิจัยดีเด่นทุนวิจัยรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2528

·       โครงการทำหมันหญิงทันทีหลังคลอดในห้องคลอด เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจุบันเป็นวิธีการที่ใช้อยู่ในห้องคลอดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
 

เรียบเรียง:         นางสาวธัญญริน ธรรมเศรษฐ์       นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69
สัมภาษณ์:         นางสาวธัญชนก ชูธรรมสถิตย์       นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69
                        นางสาวอภิสรา ว่องไวกิจไพศาล              นิสิตแพทย์รุ่นที่ 69
 

 

จำนวนผู้เข้าชม : 8

กองทุนช่วยเหลือศิษย์เก่า

และครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน

กองทุนสำหรับการช่วยเหลือครอบครัวศิษย์เก่าที่ประสบปัญหา
ดำเนินการภายใต้มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย